Saturday, 5 September 2026
แจ็ค รัสเซล

ศักดิ์ศรีมนุษย์ต้องมาก่อนคะแนนเสียง!! ปมคุกคามทางเพศซ้ำเขย่ามาตรฐานพรรคการเมือง จี้คัดคนก่อนส่งใช้อำนาจแทนประชาชน เตือนพรรคการเมืองต้องมีกลไกวินัยเข้ม ไม่ปล่อยอำนาจเป็นเกราะคุ้มผิด

บรรทัดฐานทางจริยธรรมของนักการเมืองกับกรณีการล่วงละเมิดทางเพศบ่อย ๆ ถี่ ๆ ซ้ำ ๆ

คำว่า “พรรคการเมือง” สำหรับผม ไม่ใช่เป็นเพียงองค์กรที่รวบรวมบุคลากรเพื่อเข้าสู่อำนาจรัฐ แต่นับเป็น "สถาบันทางการเมือง" ที่มีหน้าที่กำหนดทิศทางสังคม และสร้างบรรทัดฐานทางจริยธรรม คุณธรรม ที่ดีงามให้ปรากฏออกสู่สังคม

การคัดเลือกผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือการส่งบุคลากรเข้าดำรงตำแหน่งทางการเมือง จึงถือเป็น “ด่านแรกสุด” ที่สะท้อนถึง “ค่านิยมและความรับผิดชอบ” ของพรรคการเมืองนั้น ๆ ต่อสังคมโดยรวม

ประเด็นเรื่องการล่วงละเมิดและการคุกคามทางเพศ ได้กลายเป็นดรรชนีชี้วัดสำคัญถึงความเคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ หากพรรคการเมืองปล่อยให้บุคคลที่มีประวัติ หรือมีพฤติกรรมที่เข้าข่ายการล่วงละเมิดทางเพศเข้าสู่วาระทางการเมือง ย่อมสร้างผลกระทบอย่างใหญ่หลวง

ผู้แทนราษฎรมีหน้าที่ออกกฎหมายเพื่อคุ้มครองประชาชน แต่กลับเป็นผู้ละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานของผู้อื่นเสียเอง สังคมจะเกิดความคลางแคลงใจในความยุติธรรมของกฎหมาย กรณีนี้ทำให้นึกถึง “พรรคของคนรุ่นใหม่” ที่เคยคุยโม้เอาไว้ว่าจะสร้างเป็นมาตรฐานใหม่ในสังคมไทย โดยเฉพาะเรื่อง “ความเหลื่อมล้ำ” แต่กลายเป็นพรรคที่มีประเด็น “คุกคามทางเพศ” ถี่ ๆ ซ้ำ ๆ ติด ๆ กัน

ผู้แทนประชาชนที่มีพฤติกรรม “คุกคามทางเพศ” หากยังคงเสวยสุขในตำแหน่งหน้าที่การงาน ย่อมจะสร้างการรับรู้ที่ผิดพลาดให้แก่คนในชาติ โดยเฉพาะเยาวชนในเรื่องอำนาจหรือสถานะทางสังคม สามารถนำมาใช้เป็น “เกราะคุ้มกันความผิด” จากการละเมิดผู้อื่นได้

การทำหน้าที่ทางการเมือง มิใช่เรื่องของความสามารถส่วนบุคคลเพียงอย่างเดียว แต่ต้องควบคู่ไปกับ “จริยธรรมขั้นพื้นฐาน" พรรคการเมืองที่ปกป้องผู้กระทำผิดเพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง ย่อมกำลังสร้างแบบอย่างที่ไม่ดีแก่สังคมไทย และลดทอนมาตรฐานประชาธิปไตยให้ต่ำเตี้ยเรี่ยดิน

พรรคการเมืองทุกพรรคจึงจำเป็นต้องมี “กลไกตรวจสอบทางวินัย” ที่เข้มงวด ปฏิเสธที่จะไม่ส่งผู้มีประวัติล่วงละเมิดทางเพศลงสมัครรับเลือกตั้ง ไม่เพียงแต่เป็นการปกป้องเกียรติของสถาบันการเมือง แต่ยังเป็นการสร้างมาตรฐานใหม่ที่ทำให้ประชาชนมั่นใจได้ว่า ผู้ที่อาสาเข้ามาใช้อำนาจแทนพวกเขานั้น เป็นผู้ที่เคารพในสิทธิ และเชิดชูศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของทุกคน อย่างเท่าเทียมแท้จริง

แจ็ค รัสเซล

ปม “ก๊กโจรเดียวกัน” เขย่าการเมืองไทย!! เมื่อสารพัดคดีถูกตั้งคำถามว่าเป็นแผนปล้นชาติหรือไม่ จากเขากระโดงถึงโกงสอบราชการ จิ๊กซอว์การเมืองที่ถูกตั้งคำถามว่าใครอยู่เบื้องหลัง คำถามใหญ่คือบังเอิญ หรือมี “ก๊กเดียวกัน” คุมเกม

จริงหรือที่ว่าโจรปล้นที่ดินบนเขา ปล้น สว. ปล้นน้ำมัน ปล้นเอไอ
และปล้นข้อสอบราชการ มาจากแผนการร้ายของ “ก๊กโจรเดียวกัน”

ต่อขึ้นชื่อว่า “มหาโจร” ย่อมวางตนอยู่เหนือโจรอีกที โจรบางประเภทเกิดมารวย เงินจึงไม่ใช่สิ่งที่อยากมีอยากได้สูงสุด แต่คืออำนาจ หน้าตา ด้วยโจรบางคนเกิดมามีแต่เงิน แต่ไร้ความสามารถ จึงหวังอยากได้บารมีมาห่มคลุม ปกปิดความอ่อนด้อย และใช้เฉิดฉายหน้าตาทางสังคม

พงศาวดารการเมืองไทย หากใครคิดว่าการบริหารราชการแผ่นดินเป็นเรื่องของนโยบายและการพัฒนาชาติ อาจจะต้องลองเปลี่ยนแว่นตามาดู “ละครฉากใหญ่” ที่เต็มไปด้วยชั้นเชิงของ “มหาโจร” เพราะคำกล่าวที่ว่า “มหาโจรย่อมอยู่เหนือโจร” อีกทีนั้น ดูเหมือนจะกลายเป็นคำอธิบายเชิงวิพากษ์ที่สะท้อนปรากฏการณ์ “จิ๊กซอว์ทางการเมืองไทย” ในยุคปัจจุบันได้อย่างคมคาย

สารพัดคดี และประเด็นร้อนแรงในสังคม เริ่มจาก เขากระโดง, เกมรวบสภาสูง ที่หวังควบคุมองค์กรอิสระอย่างหมดจด, ดีลลับพลังงาน ผลประโยชน์ที่เอื้อทุนใหญ่เครือข่ายตนเอง, งบเอไอ ที่มองไม่เห็นความคุ้มค่า และการโกงสอบราชการ ที่สะท้อนความเน่าเหม็นของระบบราชการไทย ทั้งหมดนี้ไม่ใช่ความบังเอิญ แต่เป็นผลงานการ “ออกแบบปล้น” อันแยบยลของ “ก๊กโจรเดียวกัน”?

ในโลกของการเมืองเชิงบารมี "มหาโจร" ไม่จำเป็นต้องสวมสูทออกหน้าลงสนาม แต่ยืนอยู่ฉากหลังลับ ๆ ในฐานะ “ผู้คุมบังเหียน” ขณะที่ "หัวหน้าโจร" คือชายผู้ชอบ “แสงสปอร์ตไลท์” คอยสวมบทบริหารภายใต้อิทธิพล “มหาโจร”

การถูกครอบงำเชิงอำนาจนี้ ส่งผลให้ตำแหน่งบริหารสูงสุดของประเทศ กลายเป็นเพียง “เครื่องมือบังคับการ” ที่ทำหน้าที่อนุมัติ เพื่อสนองตอบต่อ “เค้กชิ้นโต” ที่ถูกแบ่งสรรไว้ล่วงหน้า ประชาชนผู้เสียภาษีจึงไม่ได้เป็นอะไรมากไปกว่าผู้ชมที่ต้องจ่ายค่าตั๋วแพงลิบลิ่ว เพื่อดู “ละครการปล้นชาติ” อย่างท้าทายสังคม

คำถามที่ว่าทั้งหมดนี้มาจากแผนการร้ายของ “ก๊กโจรเดียวกัน” จริงหรือ?

อาจไม่ต้องหาคำตอบจากห้องพิจารณาคดี แต่มองเห็นได้ชัดเจนจากผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นกับประเทศชาติ เมื่อ “มหาโจร” ผู้ไร้ตำแหน่งทางการเมืองเป็นผู้กำหนดทิศทาง และโจรผู้มีตำแหน่งเป็นเพียงผู้รับคำสั่ง ผลลัพธ์สุดท้ายจึงตกอยู่กับคนไทยทุกคน ที่ต้องทนเห็นสมบัติชาติถูกจัดสรรปันส่วนราวกับเป็นทรัพย์สินส่วนตัวของพรรคพวกตนเองอย่างน่าเวทนา

แจ็ค รัสเซล

“รักชนก” ถูกตั้งคำถามปมสองมาตรฐาน!! นักตรวจสอบหรือเครื่องมือการเมือง ตรวจสอบเข้มฝ่ายตรงข้าม แต่เงียบเมื่อเป็นคนในพรรค ถูกวิจารณ์หนักปมตรวจเข้มเฉพาะฝ่ายตรงข้าม

“รักชนก ศรีนอก” นักตรวจสอบสองมาตรฐาน ตัวแม่แห่งความย้อนแย้ง
คนอื่นทำคือ “เลวชาติ” ถ้าพวกตัวเองพลาดคือ “เรื่องส่วนตัว” 

หากถามผมว่าชอบไหมที่ “รักชนก ศรีนอก” สส.พรรคประชาชน เดินหน้าตรวจสอบคนอื่นที่ส่อเค้าความไม่โปร่งใสในการทำงาน คำตอบคือ ผมชอบครับ เพราะรักชนกเผ็ด กล้าหาญ เอาเป็นเอาตาย สามารถจะกระพือ “เงื่อนงำเลว ๆ” ให้สังคมได้รับรู้ในวงกว้าง เสียงของ “รักชนก ศรีนอก” จึงไม่ต่างจากแสงของสปอร์ตไลท์ ที่ส่องไปโดนใคร ก็เป็นต้องถูกจับจ้องจนอับอายเสียทุกที

ภาพจำที่หลายคนนึกถึง คือนักการเมืองรุ่นใหม่สายฟาด การตั้งคำถามที่ดุดัน และการใช้โซเชียลมีเดียเป็นอาวุธในการ “ลากความไม่โปร่งใสของฝั่งตรงข้าม” มาตบประจาน

แต่เพราะการทำงานที่ “เลือกปฏิบัติ” มี “สองมาตรฐาน” จึงทำให้เห็นถึงเจตนาเลือกที่รักมักที่ชังเป็นจุดเด่น ความน่าเชื่อถือจึงพังทลายลง สปอร์ตไลท์จึงมีไว้เพียงส่องสาดศัตรู เช่น คดี “Forex-3D” มีเงินโอนเข้าบัญชีชัด ๆ ก็เงียบกริบ ไม่ต่างจาก สส. สีเทาที่นั่งอยู่ในพรรคก็มองไม่เห็น

จาก “นักล่าผู้กระทำผิด” จึงกลายเป็น “ตลกร้ายสายพันธุ์ใหม่” ถ้าคนอื่นทำ คือเลวชาติ คือความฟ่อนเฟะของระบบ แต่ถ้าพวกตัวเองพลาด กลับกลายเป็นเพียงเรื่องส่วนตัว เป็นความผิดพลาดที่ต้องให้โอกาส ทั้ง ๆ ที่ความผิดมีความ “อัปลักษณ์” ไม่ต่างกัน เพราะความกลิ้งกลอกเช่นนี้ ผู้คนไม่น้อยจึงมอง “รักชนก ศรีนอก” เป็นเพียง สส. หน้าไหว้หลังหลอก หาใช่คนที่บริสุทธิ์ใจในการตรวจสอบคนโกงเพื่อสังคมไทยแต่อย่างใด

ทั้งหมดคือ “สมการทางจริยธรรมที่บิดเบี้ยว” นิ้วที่เคยชี้หน้าด่าคนอื่นอย่างเกรี้ยวกราด กลับกลายเป็นนิ้วที่อ่อนแรง และงอเข้าหาตัวเมื่อต้องชี้ไปที่คนในชายคาเดียวกัน ความเงียบเชียบในกรณีข่าวฉาวภายในพรรคทุกเรื่อง ไม่ได้เกิดจากความ "ไม่รู้" แต่เกิดจากความจงใจที่จะมองไม่เห็น ผู้คนที่คิดเป็นจึงตั้งคำถามว่าตกลงเธอกำลังทำหน้าที่ "ผู้ตรวจสอบเพื่อประชาชน" หรือเป็นเพียง "นักโฆษณาชวนเชื่อ" ที่คอยทำลายล้างศัตรูทางการเมืองกันแน่

อีกเรื่องที่สะท้อนตัวตนของ “รักชนก ศรีนอก” ได้กระจ่างชัดที่สุดถึงก็คือเรื่องคดีความส่วนตัว ถือเป็นบททดสอบที่ทำให้เห็นว่า เมื่อถึงคราวที่ตนเองต้องเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบ ก็จะสื่อสารเพื่อสร้างภาพให้ตนเองกลายเป็น "เหยื่อของระบบ” มากกว่าการน้อมรับกระบวนทางกฎหมายอย่างตรงไปตรงมา เหมือนที่พยายามเรียกร้องให้คนอื่นทำ

ฉายา “ตัวแม่แห่งความย้อนแย้ง” ของพรรคสามกีบ จึงเหมาะสมด้วยประการทั้งปวง

แจ็ค รัสเซล

บทเรียนเขากระโดง!! เมื่อที่ดินหลวงถูกกลืนกิน ถึงวันที่ต้องคายกรรมคืนแผ่นดิน บทเรียนเขากระโดงสะท้อนราคาที่ผู้ทุจริตต้องจ่าย เตือนใจคนคิดโกงแผ่นดินหลวง

เมื่อกล้า “กลืนกินเขากระโดง” ก็อย่ากลัวถ้าต้อง “อ้าปากคายกรรม”
บทเรียนของคน “ทุจริต” แผ่นดิน

อดีตถึงปัจจุบัน ผู้มีอิทธิพลที่ปล้นที่ดินของหลวงมาเป็นของตนเองมีนับไม่ถ้วน เรื่องความผิดทาง “กฎหมาย” ส่วนตัวผมเชื่อว่ามีผู้คนพูดให้รายละเอียดกันมามากมายแล้ว แต่ความผิดในเรื่อง "กฎแห่งกรรม" เพื่อจะเตือนสติคนที่คิดจะกระทำผิด เชื่อว่ายังมีอยู่น้อยนิดเดียว

บรรทัดต่อจากนี้คือ “สัจธรรมแห่งวิบากกรรม” ที่ผู้ทุจริตคิดไม่ซื่อต่อ “แผ่นดินหลวง” จะต้องเผชิญ
“เขากระโดง” ผืนดินที่เริ่มต้นด้วยพระราชปณิธานอันบริสุทธิ์ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๕) ที่ทรงวางรากฐานเพื่อประโยชน์สุขของปวงชนชาวไทย และกิจการรถไฟหลวง กลับต้องกลายมาเป็นชนวนเหตุแห่งความโลภ ทว่าในสัจธรรมของโลก ไม่มีใครสามารถโกงแผ่นดินแล้วอยู่อย่างเป็นปกติสุขได้ เพราะ "กรรม" ไม่เคยทำงานผิดพลาด และนี่คือ “วิบากกรรม” ที่ “คนคดโกง” รวมถึง “ผู้สนับสนุนโจรปล้นแผ่นดิน” ต้องชดใช้อย่างสาสม

ผู้ที่ร่วมกระบวนการทุจริต ไม่ว่าจะด้วยการใช้อำนาจมิชอบ การเบียดบัง หรือการเพิกเฉยเพื่อเอื้อประโยชน์ มักต้องเผชิญกับจุดจบที่คล้ายคลึงกันในชาติชีวิตนี้ นั่นคือ เกียรติยศที่ล่มสลาย ชื่อเสียงวงศ์ตระกูลที่อุตสาหะสร้างมาจะถูกจารึกไว้ในฐานะ "ผู้ทรยศแผ่นดิน" จะถูกตราหน้าว่าคือ “คนชั่ว” ทั้งต่อหน้าและลับหลัง

เงินทองที่ได้มาจากการโกงแผ่นดินหลวง จะละลายหายไปกับคดีความ หรือเหตุเภทภัยที่ไม่คาดฝัน สมบัติที่ช่วงชิงมาอย่างทุจริต สุดท้ายจะกลายเป็นสิ่งที่ไม่สามารถส่งต่อเป็นมรดกได้อย่างภาคภูมิ
การโกงของหลวงที่มี “เจตนาบริสุทธิ์ของบูรพกษัตริย์” เกื้อหนุนอยู่ จิตใจของผู้โกงจะสะสม “อกุศลกรรม” หนาแน่น เมื่อถึงเวลาใกล้ดับจิต ภาพความทุจริตจะตามมาหลอกหลอน นำพาจิตดำดิ่งลงสู่ “ทุคติภูมิ” ไม่อาจหนีพ้น สำหรับข้าราชการ ผู้มีอำนาจที่ยอมเป็นหูเป็นตา ยอมเป็นมือเป็นไม้คอยค้ำจุนการโกง หรือแม้แต่ประชาชนที่สนับสนุนคน “ทุจริตที่ดิน” เหล่านี้ วิบากกรรมที่ได้รับก็จะไม่น้อยไปกว่ากัน

“เขากระโดง” อาจถูกเปลี่ยนมือใน “โฉนดกระดาษ” ด้วยเล่ห์เหลี่ยมของมนุษย์ แต่ใน "โฉนดแห่งกรรม" ไม่มีใครสามารถแก้ไขหรือติดสินบนนายทะเบียนที่ชื่อว่า “ความจริง” ได้ วันนี้อาจดูมั่งคั่ง แต่เมื่อถึงเวลาที่ “กรรมพิพากษา” ต่อให้มีทรัพย์สินหมื่นล้านก็ซื้อลมหายใจที่สงบสุขคืนกลับมาไม่ได้แม้แต่เสี้ยววินาทีเดียว

แจ็ค รัสเซล

เปิดข้อกังวล “มหาวิทยาลัยการเมือง” เมื่อรั้วอุดมศึกษาถูกตั้งคำถามเรื่องปลุกอุดมการณ์สุดขั้ว จับตาบทบาทมหาวิทยาลัยไทย มหาวิทยาลัยควรเป็นพื้นที่ความรู้ หรือฐานเคลื่อนไหวทางการเมือง?

เมื่อมหาวิทยาลัยอันทรงเกียรติ กลายเป็นมหาวิทยาลัยเพาะเลี้ยงสามกีบรุ่นใหม่

ต้องบอกว่าเงินเทา ๆ ดำ ๆ มหาศาล ที่มาพร้อม “อุดมการณ์ล้มเจ้า” ชนิดที่ “ถ้าสถาบันไม่ล้ม พวกกูก็ไม่เลิก” ประกาศชัดผ่านพฤติกรรมของ “เจ้าพ่อสามกีบ” อย่างท้าทาย ถ้าไม่ได้ด้วยเล่ห์ ก็ต้องด้วยกล ถ้าใช้กลไม่สำเร็จ ก็ต้องยัดผลประโยชน์ให้อาจารย์ชั่ว รวมถึงอธิการบดีเลว ๆ บางคน เพื่ออาศัยใช้สถาบันการศึกษาที่ผู้คนเชื่อถือเป็น “แหล่งเพาะเชื้อสามกีบรุ่นใหม่” ให้มาเป็น “พลังเสริม” หนุนการ “ล้มล้างสถาบัน” ต่อไป

จากแต่ก่อน “บริษัทมหาโจรสามกีบ” ใช้วิธีซุกกระโปรงเด็ก ปลุกปั่น หลอกให้เด็ก ๆ ที่ยังอ่อนต่อโลกไปติดคุกแทน พอเด็กสามนิ้วรุ่นแรกเริ่มโตเป็นผู้ใหญ่ บวกกับคิดได้ว่าถ้ายังเป็น “สามกีบล้มเจ้า” อีกต่อไป คงไม่มีการงานทำเพื่อเลี้ยงปากท้องเป็นแน่แท้ ก็เลยถอยออกห่างจาก “บริษัทล้มเจ้าจำกัด” หันหลังให้การชูสามนิ้วแบบเด็ดขาด ชีวิตตอนนี้สำนึกผิดแล้ว จึงใช้ทั้งสิบนิ้วพนมมือกราบพระ กราบพ่อแม่ กราบครูอาจารย์ และก้มกราบความดีงามของในหลวงทุกรัชกาลแทน

เมื่อสาวกที่จะไปติดคุกในคดี ๑๑๒ เริ่มขาดแคลน ก็จำเป็นต้องปั้น “ดาราสามกีบใจถึงรุ่นใหม่” ให้มาเป็นพลังขับเคลื่อนในการ “ล้มล้างสถบัน” จึงจำเป็นมาก ๆ ต้องเปลี่ยนวิธีหันไป “สร้างองค์กรสอนการเป็นสามกีบ” ในรั้วสถาบันการศึกษาแบบเนียน ๆ เสียเลย

วิธีเลือกมหาวิทยาลัยเพื่อเพาะพันธุ์ “นักศึกษาล้มเจ้า” ถ้าต้องการกระทบกระเทียบไปถึง ”รากลึกของสถาบัน” ก็ต้องเลือกมหาวิทยาลัยที่เกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นผู้สร้างมหาวิทยาลัยนั้น ๆ ขึ้นมาโดยตรง ลองนึกกันดูว่ามีชื่อมหาวิทยาลัยใดบ้างที่มี “อาจารย์สามกีบ” สิงอยู่แบบกลมกลืนเพื่อทำงานตามสั่งฝรั่งที่คอยจ่ายเงิน

เหยียบเสือต้องกล้าเหยียบที่หัว มิใช่หาง นี่คือแผนงานของ “แก๊งล้มเจ้ายุคใหม่” ที่ใช้เงินเทา ๆ ดำ ๆ มหาศาลขับเคลื่อนความเลวทรามของตัวเอง

ความอหังการของ “ผู้ก่อการร้ายสามกีบ” มาจากการที่มีชาติตะวันตกคอยหนุนหลัง รวมถึงมีองค์กรต่างชาติที่อยากเห็นประเทศไทย “ทะเลาะกันเอง” คอยอัดเงินส่งเสริมเลี้ยงดู “คนไทยหัวใจบาป” ให้เซาะกร่อนบ่อนทำลายสถาบันให้พังพินาศ หรืออ่อนแอกว่าที่เป็นอยู่ก็ยังดี

ที่น่าเศร้าที่สุดไม่ใช่เพราะเรามี “คนไทยหัวใจชั่ว” หวังแค่เศษกระดูกประทังหิวเพื่อมาขว้างตี “สถาบันหลัก” ของประเทศตัวเอง แต่วันนี้เราได้เห็นภาพ “มหาวิทยาลัยสามกีบ” เกิดขึ้นแล้วลาง ๆ ในประเทศไทย ปล่อยไว้อีกไม่นาน รับประกันว่าชาติบรรลัยแน่นอน

แจ็ค รัสเซล

“มือถือสาก ปากถือศีล” ตีขลุมคนท้องถิ่นทั้งประเทศ พรรคสามนิ้ว กำลังปราบยาเสพติด หรือแค่สร้างซีนทางการเมือง คำถามถึงพรรคที่ชอบสวมบทผู้ผดุงศีลธรรม

พรรคสามกีบ ชี้นิ้วตรวจฉี่คนอื่น ตีขลุมด้อยค่าคนทำงานท้องถิ่น 
เคย “ตรวจสันดาน” คนในพรรคตัวเอง “สักครั้ง” หรือไม่?

ตราบใดที่ “บ้านของตัวเอง” ยังสกปรก ก็อย่าริไปขอปัดกวาดเช็ดถู “บ้านของสังคม” คำกล่าวนี้คนที่คิดก็คือ “ผมเอง” ด้วยเห็นพฤติกรรม "พ่อพระหน้าจอ" ที่มักจะสำแดงโวหารตื้น ๆ ผ่านไมโครโฟนกลางสภาอันศักดิ์สิทธิ์อยู่บ่อยครั้ง

จาก “บทบาทนักล้มเจ้า” วันนี้ สส. พรรคส้มสามกีบ ขยับมารับบทเป็น "ผู้ตรวจการสารเสพติดแห่งชาติ" ยืนป่าวประกาศด้วยน้ำเสียงขึงขังว่า ถึงเวลาแล้วที่ต้อง "ล้างบาง" ด้วยการตรวจปัสสาวะ ไล่ตั้งแต่สมาชิกรัฐสภา ในจำนวน ๕๐๐ คน ต้องพบเจอคนมีสารเสพติด ๓-๔ คน และในค่ายทหาร ทหารยศจ่าคือ “คนขายยา” ไปจนถึง “กำนันและผู้ใหญ่บ้านทั่วประเทศ” ถูกตราหน้าว่าเป็นผู้ค้ายา และเสพยาทั้งนั้น ทั้งหมดก็เพื่อจะสร้างบรรทัดฐานใหม่ให้กับสังคม

ฟังดูคล้ายเป็น “วีรบุรุษผู้มากไปด้วยศีลธรรม” ก็ไม่ปาน แต่บังเอิญผู้คนที่มิใช่ “ด้อมเบาปัญญา” ย่อมจะมองทะลุเห็น "เงาบาป" ที่ทอดอยู่ข้างหลัง “พรรคล้มสถาบัน” อย่างง่ายดาย

การใช้กลยุทธ์ "ตีขลุม" สาดโคลนใส่ผู้คน โดยเฉพาะ “กำนันและผู้ใหญ่บ้านทั่วประเทศ” อย่างไร้ศิลปะ เพียงเพื่อจะสร้างภาพว่า “พรรคเช็ดรองเท้าให้อเมริกา” ของตนเอง คือผู้มาปราบมารสังคม แน่นอนว่าในทุก ๆ สังคมอาจจะมี “คนขาย & คนติดยา” และตรวจเจอคนมีฉี่ “สีลูกหว้าอ่อน” แต่กระนั้นก็มิควรไปดูแคลนแบบ “เหมาเข่ง” ว่าคนที่ดูแลทุกข์สุขชาวบ้านในท้องถิ่น คือ “กลุ่มคนที่เล่นยา” เสียหมด

เป็นถึง สส. แต่กลับไร้สมอง พกแต่ “ปากพาซวย” จึงทำให้พรรคตัวเอง “ซวยรายวัน”

การเอาเกียรติยศของ “นักปกครองท้องถิ่น” มาพาดเป็นบันไดให้ท่านเหยียบขึ้นไปทำแต้มทางการเมืองนั้น มันสะท้อนถึง “วุฒิภาวะอันต่ำเตี้ย” ยังมองเห็นอีกว่าท่าน “ดูแคลนน้ำใจ” บุคคลที่ทำงานรากหญ้าอย่างไร้เมตตาธรรม

พฤติกรรม "มือถือสาก ปากถือศีล" ไม่ใช่เรื่องใหม่ มันคือสันดานดิบ ชั่ว และเลวทราม ที่สะสมมาอย่างต่อเนื่อง สังคมไม่เคยลืม และด้วยอินเทอร์เน็ตก็มี “หน่วยความจำที่ซื่อสัตย์” เกินกว่าที่ใครจะลบเลือนได้ ตั้งแต่มารยาทขั้นพื้นฐานในสภาที่ต่ำเตี้ยเรี่ยดิน, การแต่งกายที่ไร้กาลเทศะ, การใช้ถ้อยคำเสียดสีรุ่นใหญ่ สิ่งเหล่านี้คือ "สารพิษทางสังคม" ที่ร้ายแรงไม่แพ้ “สารเสพติด” เช่นกัน

ผมรู้สึกอับอายในความเป็น สส. แบบท่าน และเสียดายเงินภาษีเสียจริง

แจ็ค รัสเซล

ถอดรหัส BRN !! เครือข่ายความรุนแรงชายแดนใต้ กับเป้าหมายเฉือนแผ่นดินไทย เกมแบ่งแยกปลายด้ามขวาน เขย่าความมั่นคงไทยไม่สิ้นสุด

BRN ขบวนการเฉือนแผ่นดินปลายด้ามขวานทอง
ร่วมผลักดันความเถื่อนโดยพรรคล้มล้างสถาบัน  

นับได้เกิน ๖๐ ปีแล้วในวันนี้ ที่ “แนวร่วมปฏิวัติแห่งชาติมลายูปัตตานี" หรือ “BRN” ก่อกำเนิดขึ้นมา และได้แทรกซึมอาศัยอยู่ปลายด้ามขวานทองมาช้านาน เป็นขบวนการที่ใช้ “แนวคิดทางศาสนา” ควบคู่กับ “ชาตินิยมมลายู” วางกับดักเอาไว้เพื่อล่อแนวร่วม ปัจจุบันถือเป็นกลุ่มที่มีอิทธิพล และมีโครงสร้างของการจัดตั้งเข้มแข็งที่สุดในบรรดากลุ่มผู้ก่อความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนใต้

ยังมีกองกำลังติดอาวุธที่รู้จักกันในชื่อ "RKK" หรือหน่วยรบขนาดกะทัดรัด ที่เคลื่อนไหวเร็วในท้องถิ่น
เจตนาของ “BRN” ไม่ใช่แค่สร้างความวุ่นวาย แต่มีเป้าหมายทางการเมืองที่ชัดเจนนั่นคือการแบ่งแยกตัวออกเป็นเอกราช ต้องการสถาปนา "รัฐปัตตานี" หวังให้เป็นรัฐอิสระที่จะ “ปกครองตนเอง” มีพฤติกรรมไม่ยอมรับกฎหมายและอำนาจการปกครองของรัฐไทย

ยุทธศาสตร์ของ “BRN” มักใช้การต่อสู้แบบ “สงครามกองโจร" และการทำ "สงครามจิตวิทยา" โดยใช้ความรุนแรง เช่น การลอบวางระเบิด การซุ่มโจมตีเจ้าหน้าที่รัฐ เพื่อแสดงให้เห็นว่ารัฐไทยไม่สามารถควบคุมจัดการได้ ยังมีการจัดตั้งมวลชนแทรกซึมเข้าไปในโรงเรียนตาดีกา ปอเนาะ หรือชุมชน เพื่อสร้างแนวร่วมรุ่นใหม่เพื่อปลูกฝังอุดมการณ์แบ่งแยกดินแดน สร้างสถานการณ์ให้เกิดความหวาดระแวงระหว่างชาวไทยพุทธ และชาวไทยมุสลิม เพื่อทำลายความสามัคคีในท้องถิ่น ส่วนนี้จะมีแนวทางคล้าย “พรรคส้มหลอกเด็กสามกีบ” ให้ไม่เคารพพ่อ แม่ และครูอาจารย์

วาทกรรมปลอม ๆ ที่ “BRN” ใช้ปลุกระดมก็คือ “ไทยยึดครองปัตตานีจากมาเลเซีย” คำกล่าวนี้คือประวัติศาสตร์เท็จ หรือ “มลายูต้องอยู่ประเทศมาเลเซีย” ที่เรามักได้ยิน ก็เป็นสิ่งที่ไม่ใช่ความจริง ที่จริงของจริงคือ “ชาติพันธุ์มลายู” อยู่ประเทศไทยก็ได้ และสามารถสร้างความมั่งคั่งร่ำรวยได้โดยไม่จำเป็นต้อง “แบ่งแยกแผ่นดิน” ออกจากประเทศไทย

แนวคิดขายฝันหลอกผู้คน โดยเอา “รัฐปัตตานี” มาล่อ ถือเป็นการ “แยกปลาออกจากน้ำ” เพื่อปลุกระดมหาแนวร่วมอ่อนต่อโลก ไม่ต่างจากนโยบาบของ “พรรคล้มสถาบัน” ที่หลอกคนรุ่นใหม่ว่าสถาบันกษัตริย์เป็นอันตรายต่อประชาชน ต้องล้มล้างทำลายสถานเดียวประเทศไทยถึงเจริญ 
“BRN” กับ “พรรคสามกีบ” จึงแยกกันไม่ออก ต่างมีแนวคิด และนโยบายที่เป็นอันตรายต่อความมั่นคงของประเทศชาติไม่ต่างกัน

องค์การก่อการร้าย ตัว Top คือ NGO และ NED ที่มีสหรัฐ และยุโรป หนุนหลัง ที่มีเศรษฐี การเงิน จอร์จ โซรอส และ ตระกูลรอธส์ไชลด์ (ยิว) อยู่เบื้องหลัง
 
เจ้าของเงินทำลายประเทศ อื่นๆ โดยเฉพาะประเทศไทย ในรูปพรรคการเมือง ที่มี BRN ฝังตัวอยู่ในพรรคสารส้มรวมถึงเพื่อนบ้านที่ให้การสนับสนุนก่อการร้ายตามชายแดน

โดย แจ็ค รัสเซล

ล้มล้างหรือปฏิรูป? พรรคส้มหนีไม่พ้นวิบากกรรมการเมือง ปลายทาง 44 สส. คือกระบวนการยุติธรรม นักการเมืองท้าทายสถาบัน สุดท้ายหนีไม่พ้นคำพิพากษาประวัติศาสตร์

เวรกรรมไม่มีพรมแดน เมื่อกฎหมายยังคงศักดิ์สิทธิ์
ไล่ล่าพิพากษา “นักการเมืองล้มล้างสถาบัน”

เส้นทางทางการเมืองของกลุ่มบุคคลที่เรียกตนเองว่าเป็น "ผู้แทนราษฎร" แต่กลับมีพฤติการณ์สั่นคลอนความมั่นคงของรัฐ หมกมุ่นกับการเซาะกร่อนบ่อนทำลายสถาบันหลักของชาติ กำลังเผชิญกับบทพิสูจน์ครั้งสำคัญในหน้าประวัติศาสตร์ เมื่อ “44 สส. พรรคส้มสามกีบ” กำลังถูกดำเนินคดีตามกระบวนการยุติธรรม จากกรณีร่วมลงชื่อเสนอแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญได้เคยวินิจฉัยไว้แล้วว่ามีเจตนาแฝงเร้นในการล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

เจตนาที่ไม่ดีต่อสถาบัน จึงย้อนกลับมาเป็น "วิบากกรรม" ให้กับชีวิตของตนเอง

ถือเป็น “กรรมไล่ล่าสังหาร” 44 สส. ผู้ “เนรคุณแผ่นดิน”

ตามความเชื่อของสังคมไทย การกระทำใดที่มีเจตนาไม่บริสุทธิ์ต่อ "แผ่นดินเกิด" และ "สถาบันพระมหากษัตริย์" ซึ่งเป็นศูนย์รวมจิตใจของคนไทย และเป็นรากฐานของสังคมชาติมาอย่างยาวนาน ถูกมองว่าเป็นพฤติกรรมที่ “เนรคุณต่อคุณแผ่นดินเกิด” เพราะการใช้สถานะตัวแทนปวงชนชาวไทยมาเคลื่อนไหวเพื่อลดทอนกฎหมายที่พิทักษ์รักษาความปลอดภัยของประมุขแห่งรัฐในครั้งนี้ มิใช่เพียงเรื่องของการผิดข้อกฎหมายเท่านั้น แต่คือการสร้าง "วิบากกรรมทางการเมือง" ให้กับตนเองอย่างรุนแรง

เมื่อเป็น สส. แทนที่จะตั้งหน้าตั้งตาทำให้สังคมไทยดีขึ้น กลับมีพฤติกรรมเลว ๆ ด้วยการ “เนรคุณแผ่นดินเกิด” เสียเอง คนที่มุ่งหวังจะทำลายเสาหลักที่ค้ำจุนประเทศไว้ ก็ไม่ต่างจากผู้ทำลายวัฒนธรรม และเกียรติยศของชาติ

เมื่อถูก "กรรมไล่ล่า" เมื่อกล้าท้าทายศรัทธาของคนในชาติ และตัวบทกฎหมายที่คุ้มครองความมั่นคง ย่อมไม่อาจหลีกหนีความรับผิดชอบนี้ไปได้ เชื่อว่าแผ่นดินนี้มีความศักดิ์สิทธิ์ ใครที่มุ่งหมายทำลายสถาบันหลัก ย่อมต้องประสบกับความพินาศในที่สุด

เมื่อใดที่อุดมการณ์ที่บิดเบี้ยว ฉ้อฉล จะต้องถูกตัดสินจากตัวบทกฎหมาย ประวัติศาสตร์จะจารึกชื่อของ “พรรคสามกีบ” ไว้ในฐานะผู้ที่ทรยศต่อความไว้วางใจของประชาชน และชาติแผ่นดิน
ไม่มีทางหนีพ้น

โดย แจ็ค รัสเซล

จุดยืนพรรคส้ม!! หนุนตัดงบอาหาร สส. ชี้ชัดกล้าทำจริง ประหยัดภาษี วัดใจพรรคส้ม เอาประชาชนหรือเอาภาพลักษณ์ ตั้งคำถามพวกปัดกันไม่ชัดเจน

จุดยืน “พรรคส้ม” กับการตัดงบค่าอาหารกลางวันของ สส.
กล้าทำจริง หรือแค่คอนเทนต์สร้างภาพหลอกต้มด้อมไปวัน ๆ

สัปดาห์ที่ผ่านมา ในการประชุมสภาวันแรก คุณหมอวรงค์ เดชกิจวิกรม ได้เสนอให้มีการตัดงบค่าอาหารของ “สส.ผู้ทรงเกียรติ” ออกทั้งหมด พร้อมทั้งเสนอให้ลดจำนวนผู้ช่วย สส. จาก 8 คนเหลือ 3 คน รวมทั้งการยกเลิกบำนาญ สส. ที่สิ้นเปลืองเงินภาษีมาช้านาน

แน่นอนว่า เสียงของประชาชนส่วนใหญ่ ๆ ที่รักความถูกต้อง มากกว่าจะวางตัวเป็น “ด้อมเบาปัญญา” ของพรรคใดพรรคหนึ่ง ก็จะแสดงออกไปในทิศทางเดียวกันนั่นคือ “เห็นด้วย” โดยเรื่องที่ฮือฮามากที่สุดก็คือ “การตัดงบค่าอาหาร” จะมีที่ออกหน้ามาขวางเพื่อ “ดำรงการกินอาหารฟรี” ดังเดิม คนแรกเลยก็คือนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาฯ คนใหม่ ที่บอกว่าเป็นเรื่องตลก

นอกจากนี้ก็ยังมี สส. บางส่วนจาก “พรรคสามกีบ” ก็ไม่เห็นด้วยกับการ “ตัดงบค่าอาหาร” ของ สส. ในครั้งนี้เช่นกัน แม้จะเคยอ้างว่าสิ่งที่คุณหมอวรงค์นำเสนอในวันนี้เคยเป็น “ไอเดียของตัวเอง” มาแล้วครั้งหนึ่ง แต่วันนั้นสังคมไม่ขานรับ และวันนี้ “บางคนในพรรคกีบ” ยังมองว่าเงินเดือนของ สส. เพียงหนึ่งแสนต้น ๆ นั้นไม่ได้เยอะหากเทียบกับ “ภาษีสังคม” ที่ต้องจ่ายไปในแต่ละเดือน

คำว่า “ภาษีสังคม” คงไม่ได้หมายถึง สส. คนหนึ่งที่หนีการเกณฑ์ทหาร ไม่เคยมีน้ำใจใส่ซองในงานขาวดำ แถมใช้ “พวงหรีด” วน และยัง “ลักแกง” ในงานสวดกลับมากินบ้านด้วยใช่ไหมครับ?

หากฟังสิ่งที่คนใน “พรรคล้มสถาบัน” พูดออกสื่อ ก็จะพบว่าช่างเป็นความคิดที่ “ย้อนไปแย้งมา” หาจุดยืนที่ชัดเจนจริง ๆ ในตัวตนของ “คนสามกีบ” ไม่ได้เลย

วันนี้ ปี พ.ศ. ๒๕๖๙ เมื่อในสภามี สส. น้ำดีหนึ่งคน ตั้งใจจะรักษา “ผลประโยชน์ของพี่น้องประชาชนคนไทย” กล้าเดินหน้านำเสนอให้ตัดรายจ่ายที่ฟุ่มเฟือยออก ในขณะที่นักการเมืองค่อนสภาไม่กล้า ก็น่าจะเป็นนิมิตรหมายที่ดีของประเทศชาติ และยังคงไปในทิศทางเดียวกันกับ “ไอเดียพรรคส้ม” ที่เคยเสนอต่อสังคมไทยไว้ในคราวนั้น ถ้า “พรรคสามกีบ” มีเจตนาจะประหยัดเงินภาษีของพี่น้องประชาชนจริง ๆ ก็ไม่น่าจะแสดงท่าทีขัดขวาง เพราะเรื่องที่ดีงามเช่นนี้ไม่มีคำว่าวันสายเกินไป สามารถเริ่มทำด้วยตัวเองก่อนเลยอย่างที่คุณหมอวรงค์ ควักเงินซื่อก๋วยเตี๋ยวกินเอง

“ทำจริง” เยี่ยง “คนจริง” หรือพูดไปเรื่อยแค่ “สร้างคอนเทนต์” ตบตา “ด้อมโง่ ๆ” ก็ดูกันออกได้ง่าย ๆ ในสถานการณ์เช่นนี้

โดย แจ็ค รัสเซล

ถ้าปล่อย “คนอิสราเอล” หนีสงครามมาครอบครองแผ่นดินไทย ไม่นานคนไทยจะเป็น “คนปาเลสไตน์แห่งเอเชีย”

เป็นที่รู้กันมานานนับสิบปีแล้วว่า “ชาวยิว” ที่เคยอาศัยอยู่ในประเทศ “อิสราเอล” จำนวนมาก เลือกที่จะเดินทางมา “ปักหลักปักฐาน” บนผืนแผ่นดินไทย แรกเลยอาจจะแค่บินมาเที่ยว แต่ที่สุดก็อยู่ยาวเมื่อค้นพบว่าคนไทยเป็นคนง่าย ๆ ยิ้มง่าย รักง่าย แถมจำนวนไม่น้อยก็ยัง “ใจง่าย” ซึ่งก็รวมถึงเจ้าหน้าที่มักง่ายของไทยบางคน ที่ปล่อยปละละเลยในเรื่องที่ควรจะต้องบอกกล่าวคนต่างถิ่นให้เข้าใจในวิถีปฏิบัติที่ถูกต้อง แต่ก็เลือกจะมองผ่าน ยิ่งได้ “ค่าปิดปาก” ก็ยิ่งไม่สนใจ

ทำให้ “ชาวยิวบางส่วน” ที่มีนิสัยเห็นแก่ตัว เคยชินกับการ “กลืนแผ่นดินของชนชาติอื่น” ยิ่งได้ใจ มองเห็นโอกาสทอง จึงชักชวนครอบครัว เครือญาติ อพยพ หนีกลิ่นสงครามมาเมืองไทยกันอย่างหนาตา ทำให้บางพื้นที่จึงมี “ประชาชนคนยิว” อาศัยอยู่เต็มไปหมด เช่น อำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน, เกาะพงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี และในจังหวัดภูเก็ต

โดยที่ส่วนใหญ่ ๆ ไม่ได้แค่มีบ้านพักอาศัยไว้ตากอากาศ แต่คือการ “อยู่ถาวร” หลายครอบครัววางรากฐานทำธุรกิจการค้าระยะยาวในประเทศไทย หวังฮุบแผ่นดินไทย และเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น “แผ่นดินยิว” หลังจากที่เคยทำสำเร็จมาก่อนแล้วกับกรณี “คนปาเลสไตน์” ที่ถึงวันนี้ก็ยังเป็น “ชนชาติผู้น่าสงสาร” เพราะต้องย้ายออกจากแผ่นดินของตัวเอง กลายเป็น “กลุ่มคนเร่ร่อน” ต้องไปอาศัยตามเศษ ๆ พื้นที่ของประเทศต่าง ๆ ที่เขาให้ความสงสารเห็นใจ

มองดู “คนปาเลสไตน์” ครั้งใด ก็อดหันมองดูคนไทยเราไม่ได้ และเราเริ่มจะคล้าย “ปาเลสไตน์” เข้าไปทุกทีหากภาครัฐยังไม่แข็งแรง

ปัจจัยที่ทำให้ “ยิวจากอิสราเอล” เหิมเกริม ถือดี และมุ่งหมายที่จะยึดครองแผ่นดินไทยชนิดไร้ความเคารพเจ้าของประเทศตัวจริง นั่นเพราะมีชาติตะวันตกคอยหนุนโดยตรง ถ้าเราปล่อยยิวจนทำสำเร็จ โอกาสที่คนไทยต้องย้ายแผ่นดินเหมือน “คนปาเลสไตน์” ก็ไม่ไกลเกินจริง อย่าคิดว่าเหตุการณ์เช่นนี้จะไม่เกิดกับคนไทย

เราเหนื่อยกันแน่ ๆ ครับ เพราะนอกจากต้องเผชิญกับอิสราเอล ที่มีเงินอย่างหนา หนีสงครามอิหร่านมากว้านซื้อที่ดินผ่าน “นอมินีคนไทยสมองน้อย” ยังมี “พรรคการเมืองล้มเจ้า” ที่คอยรับงานเป็นไส้ศึกให้ “ขาใหญ่แห่งฮอลลีวูด” แลกผลประโยชน์ต่างตอบแทนกันแบบ “วิน-วิน”

คนไทย ถ้ายังปล่อย ยังคิดว่านี่ไม่ใช่ปัญหาแห่งชาติ ไม่นานเราจะกลายเป็น “ปาเลสไตน์แห่งเอเชีย”

โดย แจ็ค รัสเซล


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top